ด้านการทูต
ไทยและสิงคโปร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2508 ความสัมพันธ์ได้ดำเนินมาอย่างราบรื่นมาตลอด 40 ปี และได้พัฒนาไปเป็นลักษณะ "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์" ในการดำเนินการเชิงรุกในภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ อาทิ การเร่งรัดรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนตามแนวทาง 2+X และความร่วมมือเพื่อลดช่องว่างทางการพัฒนาแก่ประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน (กัมพูชา ลาว เวียดนามและพม่า)
ไทยและสิงคโปร์มีจุดแข็งและมีศักยภาพที่เอื้อประโยชน์ต่อกันเป็นอย่างดี ไทยมีทรัพยากรธรรมชาติ มีแรงงานจำนวนมากและมีพื้นที่กว้างใหญ่ ส่วนสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่น้อย แต่มีความก้าวหน้าทางด้านทรัพยากรมนุษย์ เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมระดับสูง จึงได้มีการนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาใช้ร่วมกันจนนำไปสู่การส่งเสริมความสัมพันธ์และการพัฒนาร่วมกันที่ยั่งยืน
ปัจจุบัน นายเฉลิมพล ทันจิตต์ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐสิงคโปร์และนายปีเตอร์ ชาน เจ่อ ฮิง (Peter Chan Jer Hing) เป็นเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทยคนใหม่แทนนายชาน เฮง วิง (Chan Heng Wing) [ นายเฉลิมพล ทันจิตต์ รับตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2548 ขณะที่นายปีเตอร์ ชานได้เดินทางมารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทยเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 ]
ด้านการเมืองและความมั่นคง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ได้เพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยมีปัจจัยเกื้อหนุนหลายประการ อาทิ ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดในระดับผู้นำของทั้งสองประเทศ (เนื่องจากมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ การรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนและประเด็นระหว่างประเทศที่คล้ายกัน) เสถียรภาพทางการเมืองของทั้งสองประเทศซึ่งมีส่วนช่วยสร้างความต่อเนื่องทางนโยบายและความร่วมมือระหว่างกัน
ไทยกับสิงคโปร์มีกลไกความร่วมมือทวิภาคี ได้แก่
(1) การประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับสิงคโปร์(Prime Ministerial Retreat)
เป็นผลจากการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับสิงคโปร์ในระหว่างการเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ (นายโก๊ะ จ๊ก ตง) เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2546 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความคุ้นเคยระดับผู้นำและรัฐมนตรีของไทยกับสิงคโปร์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นด้านทวิภาคี ภูมิภาคและระหว่างประเทศที่ทั้งสองฝ่ายสนใจ/เป็นห่วงร่วมกันอย่างตรงไปตรงมา การประชุม Prime Ministerial Retreat ได้ประชุมไปแล้ว 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 10-12 มกราคม 2546 ที่จังหวัดภูเก็ต วันที่ 5-7 กันยายน 2546 ที่เกาะ Sentosa สิงคโปร์ และล่าสุดเมื่อวันที่ 2-3 กันยายน 2548 ที่จังหวัดเชียงใหม่
(2) คณะกรรมาธิการบริหารร่วมด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างกองทัพไทย-สิงคโปร์
เพื่อติดตามความก้าวหน้าและแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศ รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพทั้งสองประเทศอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกองทัพเรือไทย-สิงคโปร์ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถและความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการฝึกและการซ้อมรบร่วมกัน โดยไทยอนุญาตให้สิงคโปร์ใช้พื้นที่ในการฝึกและมีการฝึกบุคลากรทหารร่วมกัน อาทิ การฝึกร่วมผสม (Cobra Gold) รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงอย่างสม่ำเสมอ อาทิ พล.อ.วินัย ภัททิยะกุล เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติได้รับเชิญให้ไปร่วมสังเกตการณ์ปฏิบัติการการรับมือกับเหตุการณ์การก่อการร้ายที่สถานีรถไฟใต้ดินของสิงคโปร์ภายใต้รหัส Exercise Northstar เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นการจำลองเหตุการณ์จากการก่อวินาศกรรมที่กรุงลอนดอนเมื่อเดือนมิถุนายน 2548 และศาสตราจารย์ เอส จายากูมาร์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการกฎหมายและรัฐมนตรีประสานงานด้านกิจการความมั่นคงเยือนไทยเพื่อแนะนำตัวเมื่อวันที่ 13-16 กุมภาพันธ์ 2549
ด้านการค้า
สิงคโปร์เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 4 ของไทย (รองจากสหรัฐ ฯ ญี่ปุ่น และจีน) ไทยเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 7 ของสิงคโปร์ ในปี 2548 การค้ารวมระหว่างไทยกับสิงคโปร์มีมูลค่า 12,881 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกของไทยไปยังสิงคโปร์มีมูลค่า 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้ามูลค่า 5379.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 2,120.8 ล้านดอลลร์สหรัฐ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2545-2548) มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสิงคโปร์ขยายตัวในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (ปี 2546-2547 มูลค่าลดลงร้อยละ 16.5) น้ำมันสำเร็จรูป (เพิ่มขึ้นร้อยละ 114.7) แผงวงจรไฟฟ้า (เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.7) และส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.3) ตามลำดับ[ข้อมูลจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์]
ด้านการลงทุน
สิงคโปร์เป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยมากเป็นอันดับที่ 6 (รองจากญี่ปุ่น มาเลเซีย ไต้หวัน สวิตเซอร์แลนด์และเนเธอร์แลนด์) ในปี 2548 สิงคโปร์ได้ยื่นโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 82 โครงการแก่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งได้รับการอนุมัติ 69 โครงการในมูลค่า 14,421.5 ล้านบาท (ปี 2547 มีมูลค่า 18,238.6 ล้านบาท) ส่วนใหญ่อยู่ในสาขาสาขาอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า การบริการ การโรงแรม การขนส่ง การให้บริการทางการเงินและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สาขาผลิตภัณฑ์โลหะและเครื่องจักร พร้อมทั้ง มีความสนใจที่จะลงทุนในสาขาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมการผลิตยา และอุตสาหกรรมไบโอเทคโนโลยี ทั้งนี้ หากพิจารณาจากมุมมองของสิงคโปร์ การลงทุนของสิงคโปร์ในไทยยังมีสัดส่วนไม่มากนักเมื่อเทียบกับการลงทุนรวมของสิงคโปร์ในต่างประเทศ ประเทศที่สิงคโปร์ไปลงทุนมากที่สุด ได้แก่ จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร
ด้านการท่องเที่ยว
ชาวสิงคโปร์มีทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทยและคนไทย ในเดือนมกราคม-กันยายนปี 2548 มีนักท่องเที่ยวสิงคโปร์เดินทางมาประเทศไทยจำนวน 450,836 (มีสัดส่วนร้อยละ 5.48 ของตลาดการท่องเที่ยวไทย) เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2547 ในจำนวน 398,438 คน ขณะที่นักท่องเที่ยวจากไทยเดินทางไปสิงคโปร์จำนวน 379,000 คน (ปี 2548) (ในปี 2548 สิงคโปร์รับนักท่องเที่ยวจำนวน 8.9 ล้านคน ซึ่งได้นำรายได้เข้าประเทศประมาณ 10.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์)[ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และการท่องเที่ยวแห่งสิงคโปร์ ]
กลไกความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ได้แก่
Singapore-Thailand Enhanced Economic Relations (STEER) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2545 เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในอุตสาหกรรม 5 สาขา ได้แก่ การเกษตรและอาหาร การท่องเที่ยว การบริการทางการเงิน อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนประกอบยานยนต์และการขนส่ง และเป็นการนำร่องการรวมตัวทางเศรษฐกิจในกรอบอาเซียนตามแนวทาง 2+X สิงคโปร์ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม STEER ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 25-27 สิงหาคม 2546
ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม STEER ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 22-23 พฤศจิกายน 2548 ซึ่ง เห็นชอบให้เพิ่มปริมาณการค้า การลงทุนระหว่างกัน รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศที่สามเป็น 2 เท่าของตัวเลขในปัจจุบันภายในปี 2553 และส่งเสริมความร่วมมือด้านสินค้าอาหารและเกษตร การขนส่งและโลจิสติกส์ และอสังหาริมทรัพย์ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชนของทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจจำนวน 12 ฉบับ อาทิ ความตกลงเพื่อการคุ้มครองด้านการลงทุนระหว่างไทยกับสิงคโปร์
ด้านสังคม วัฒนธรรมและการศึกษา
กลไกความร่วมมือ ได้แก่
(1) โครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานข้าราชการพลเรือนไทย-สิงคโปร์ (Thailand-Singapore Civil Service Exchange Programme-CSEP)
ซึ่งตั้งเมื่อปี 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้หน่วยราชการไทยและสิงคโปร์มีโอกาสพบปะอย่างใกล้ชิดและสร้างความคุ้นเคยระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความใกล้ชิดและความเป็น "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์" ระหว่างกันมากขึ้นจนนำไปสู่การขยายความร่วมมือที่ดีต่อไป รูปแบบของการประชุมคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วมกล่าวเปิดการประชุมและปลัดกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานการประชุมเต็มคณะ ในปัจจุบันไทยกับสิงคโปร์มี 12 สาขาความร่วมมือภายใต้ CSEP อาทิ การศึกษา แรงงาน วิชาการ สาธารณสุข และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี CSEP ได้มีการประชุมไปแล้ว 7 ครั้ง ล่าสุดที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม -2 สิงหาคม 2548
ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
สิงคโปร์ได้เป็นประเทศแรกๆ ที่ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศไทยต่อกรณีพิบัติภัยที่ภาคใต้ของประเทศไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2547 โดยได้ส่งเครื่องบิน C -130 พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ค้นหาและกู้ภัยจำนวน 23 คนจาก Singapore Civil Service Defence Force และยาเวชภัณฑ์ ผ้าห่ม อาหารแห้ง รวม 13 ตัน รวมทั้ง ส่งเฮลิคอปเตอร์ 4 ลำ (Super Pumas 2 ลำ Chinooks 2 ลำ) เพื่อช่วยค้นหาและกู้ภัย รวมทั้งได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านชันสูตรศพจำนวน 4 คน ไปยังจังหวัดภูเก็ต เพื่อพิสูจน์ศพผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2549 สิงคโปร์ได้ให้ความช่วยเหลือในรูปสิ่งของแก่ผู้ประสบอุทกภัยในภาคเหนือ รวมมูลค่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ Chinook ของกองทัพอากาศสิงคโปร์ซึ่งฝึกบินในประเทศไทยให้ความช่วยเหลือในภารกิจกู้ภัยที่จังหวัดพิษณุโลก
การเยือนระดับสูง
ฝ่ายไทย
(1) พระบรมวงศานุวงศ์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
- เสด็จ ฯ เยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2493 2494 และ 2505
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร
- เสด็จ ฯ เยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 2-4 กรกฎาคม 2542
- เสด็จ ฯ เยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์เพื่อทรงทำการบิน เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2548
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
- เสด็จ ฯ เยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 12-14 พฤษภาคม 2547
- เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นการส่วนพระองค์ ระหว่างวันที่ 10-12 กันยายน 2547
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
- เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 12-17 เมษายน 2543 และวันที่ 22-25 มิถุนายน 2543
พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์
- เสด็จ ฯ เยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์เพื่อทรงเข้าร่วมการแข่งขันแบดมินตัน Cheers Asian Satellite Badminton Championships 2005 ระหว่างวันที่ 5-11 กันยายน 2548
(2) รัฐบาล
นายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร)
- เยือนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 20-23 สิงหาคม 2544
- เข้าร่วมการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับสิงคโปร์ ครั้งที่ 2 (Prime Ministerial Retreat) ระหว่างวันที่ 5-7 กันยายน 2546 และร่วมพิธีเปิดสำนักงานเลขาธิการเอเปค
รองนายกรัฐมนตรี (นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย) ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- เยือนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 2-3 สิงหาคม 2545
- เป็นประธานร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ในพิธีเปิดการประชุมระหว่างหน่วยงานข้าราชการพลเรือนไทย-สิงคโปร์ ครั้งที่ 5 (Civil Service Exchange Programme - CSEP) ระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2545
- เยือน เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2546
รองนายกรัฐมนตรี (นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย)
- เยือนในภารกิจการสมัครชิงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ ระหว่างวันที่ 10-11 มิถุนายน 2548
รองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์)
- เยือนเพื่อร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-สิงคโปร์ภายใต้กรอบ Singapore-Thailand Enhanced Economic Relations (STEER) ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคม 2546
ประธานสภาผู้แทนราษฎร (นายโภคิน พลกุล)
- เยือนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-18 มิถุนายน 2548
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายกันตธีร์ ศุภมงคล)
- เยือนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2548
- เข้าร่วมการประชุมระหว่างภูมิภาคเอเชีย-ตะวันออกกลาง (Asia-Middle East Dialogue - AMED) ระหว่างวันที่ 20-22 มิถุนายน 2548
- เป็นประธานร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ในพิธีเปิดการประชุมระหว่างหน่วยงานข้าราชการพลเรือนไทย-สิงคโปร์ ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม-1 สิงหาคม 2548
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์)
- เยือนเพื่อหารือข้อราชการกับศาสตราจรย์ เอส จายากูมาร์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงว่าการกระทรวงการกฎหมายและรัฐมนตรีประสานงานด้านกิจการความมั่นคงสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2548
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายจาตุรนต์ ฉายแสง)
- เยือนเพื่อเจรจาความร่วมมือด้านการศึกษาตามคำเชิญชองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 10-11 กุมภาพันธ์ 2549
ฝ่ายสิงคโปร์
ประธานาธิบดี (นาย เอส อาร์ นาธาน)
- เยือนอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ระหว่างวันที่ 17-21 มกราคม 2548
นายกรัฐมนตรี (นายลี เซียน ลุง)
- เยือนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 11-12 พฤศจิกายน 2547
- เข้าร่วมการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับสิงคโปร์ ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 2-3 กันยายน 2548 ที่จังหวัดเชียงใหม่
รัฐมนตรีที่ปรึกษา (นายลี กวน ยู) ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอาวุโส
- เยือนอย่างเป็นทางการในโอกาสกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thammasat Business School International Forum 2003 ระหว่างวันที่ 14-17 ธันวาคม 2546
รัฐมนตรีที่ปรึกษา (นายลี กวน ยู)
- เยือนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 1-2 ธันวาคม 2547
รัฐมนตรีอาวุโส (นายโก๊ะ จ๊ก ตง) ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
- เข้าร่วมการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับสิงคโปร์ ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 10-12 มกราคม 2546
- เข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียนและผู้นำอาเซียน-จีนสมัยพิเศษว่าด้วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2546
- เข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปค ครั้งที่ 11
รัฐมนตรีอาวุโส (นายโก๊ะ จ๊ก ตง)
- เข้าร่วมการประชุม Asian Corporate Conference ครั้งที่ 15 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2548
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายจอรจ์ เยียว)
- เยือนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2547
รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการกฎหมายและรัฐมนตรีประสานงานด้านกิจการ
ความมั่นคง (ศาสตราจารย์ เอส จายากูมาร์)
- เยือนเพื่อเข้าร่วมการประชุม 2nd ASEAN Charter Meeting และเพื่อแนะนำตัว ระหว่างวันที่ 13-16 กุมภาพันธ์ 2549
--------------------------------------------
ที่มา: กระทรวงการต่างประเทศ